วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

แนะนำตัว


ชื่อ นางสาวเบญจวรรณ ไชยฤทธิ์

ชื่อเล่น เบญ

เกิดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 25.........

บ้านเลขที่ 156 ถนนอนุกูล ตำบลกบินทร์

อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ (กบินทร์ราษฎรอำรุง)

จบจาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม (บางเขน)

วุฒิที่ได้ ปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต

บิดาประกอบอาชีพ รับราชการครู

มารดาประกอบอาชีพ รับราชการครู

บทความที่สนใจ



โลกร้อน
จากร้อยปี อาจเหลือเป็นอีกไม่ถึงร้อยปีก็ได้ หากมวลมนุษย์ไม่ช่วยกันบรรเทาการถ่ายเทก๊าซที่ก่อให้เกิดมลภาวะสู่บรรยากาศของโลก
เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน นักวิทยาสาตร์นามก้องโลกได้พยากรณ์ไว้ว่า โลกเราจะถึงกาลดับสูญในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือ 53 ปีจากนี้ ด้วยข้อความบ่งบอกชัดเจนว่า "โลกอาจดับสูญหลังจากนั้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นถึงเหตุผลใดที่โลกจะพบจุดจบเร็วกว่านั้น ...สิ่งที่ข้าพเจ้าอ้างถึงนี้มิได้หมายมั่นจะยืนยันว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงเมื่อใด "นอสตราดามุส ก็ได้พยากรณ์การสิ้นสุดของโลกไว้เหมือนกัน ในคำภีร์ไบเบิล ได้มีการจารึกการมาถึงของวันสิ้นสุดของโลก หรือวันที่น้ำท่วมโลก หลายตำนาน หลายเรื่องราว หลายบันทึก กล่าวถึงจุดอวสานของโลกไว้ในทำนองเดียวกัน มีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องได้ถือเอาการสิ้นสุดของโลกเป็นพล็อดเรื่อง อย่าง The Water World , Artificial Intelligence , The Last Impact, The Ten Commanments ฯลฯ
วันน้ำท่วมโลกมีจริงหรือ ? คำตอบก็คือ "เป็นไปได้" และ"กำลังดำเนินไป" ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นผู้ทำลายโลกเสียเอง จากดาวพระเคราะห์บริสุทธิ์ปกคลุมไปด้วยธรรมชาติสีเขียวงดงาม ที่พระเจ้า(ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์) ประทานมาให้ กลับกลายมาเป็นดาวเคราะห์ที่ทำท่าว่าจะถึงกาลอวสานในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไป มีเกิดย่อมมีแตกสลาย ตาม "กฎ" แห่งธรรมชาติ หรือตามที่ พระเจ้า หรือ "G-o-d" บัญชา (คำว่า "กฎ" ในภาษาไทย กับ "God" ช่างสะกดพ้องกันโดยบังเอิญ) คำทำนายเรื่องน้ำท่วมโลก ถูกกล่าวถึงในกลุ่มคนผู้สนใจศึกษาสภาวะของโลกหลายกลุ่ม รวมถึงผู้คนทั่วไป ตั้งแต่อดีตมาจนกระทั่งปัจจุบัน บ้างก็เรียกว่า "วันโลกาวินาศ " บ้างก็เรียกวัน"วันสิ้นสุดของโลก" บ้างก็เรียกว่า"วันชำระล้างคนบาป" บ้างก็เรียกว่า "The Judgement Day" ในกลุ่มคริสตชน ส่วนในกลุ่มพุทธศาสนิกชนบางกลุ่ม ก็พุ่งความสนใจไปที่ "พุทธทำนาย" หรือ"พุทธพยากรณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติโลก" ก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ไม่นานมานี้ ก็มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ตีพิมพ์คำทำนายของพระไทยองค์​หนึ่งซึ่งนั่งสมาธิและบอกว่าตนเองสามารถมองเห็นอนาคต เจาะจงไปถึงขนาดว่าการปริแตกของเปลือกโลกนั้นเกิดขึ้นที่เมืองไทย โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานและบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ชัดเจนไปถึงขั้นบอกว่าเป็นรอยแยกของเปลือกโลกที่จะมีลาวาของภูเขาไฟทะลักล้นขึ้นมาทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ฟังดูอาจเป็นเพียงการเพ้อพกไร้สาระโดยไม่มีสมมติฐานอะไรมารองรับ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ การเกิดสึนามิครั้งล่า ก็ใช่ว่าจะมีการพยากรณ์หรือเตือนภัยล่วงหน้าซะเมื่อไหร่
หนังสือเก่า ใบลานเก่า หรือบันทึกอิงพุทธศาสนาหลายเล่มก็มีการกล่าวถึงกาลวิบัติของโลก สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆ เพียงแต่ไม่มีคำสอนใดระบุแน่ชัดลงไปว่า กาลอวสานของโลกจะมาถึงเมื่อใด การพยากรณ์ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามีแทรกอยู่เป็นจำนวนมาก บางทีเป็นของพระพุทธเจ้า บางทีเป็นของพุทธสาวก แม้ว่าในคำสอน หรือพระพุทธองค์เองจะไม่สนับสนุนการพยากรณ์ใดๆ ถึงขั้นทรงตำหนิด้วย แต่ทรงสอนโดยปฏิเสธโหราศาสตร์อย่างชัดเจนว่า
"ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา ที่มัวรอฤกษ์ยามอยู่ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจะทำอะไรได้..."
ความเป็นจริงสมัยพุทธกาล ทั้งพระพุทธเจ้าและพระสาวกก็มีเหตุให้ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับการพยากรณ์อยู่เป็นเนืองนิจ และมีหลายครั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องพุทธพยากรณ์ที่แสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการพุทธศาสนาในเวลาต่อมาอย่างมากมาย เห็นได้จากการมีการแต่งวรรณกรรมแนว"พุทธทำนาย" ขึ้นมาหลายฉบับ และหลายครั้งมีการนำพุทธทำนายไปเป็นเครื่องมือประกอบการเผยแพร่พระศาสนา
"พุทธทำนาย" หลายคนคงเคยได้ยินถึงคำนี้ แต่ในคำทำนายเหล่านั้น มักมีหลักศีลธรรมเกี่ยวเนื่องอยู่เสมอ อาทิ...การทำนายโดยการแสดงนัยแห่งศีลธรรมของศาสนาไว้ในคราวที่ทรงทำนายฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล ไว้ด้วยข้อความที่ว่า..."ต่อไปภายหน้า เมื่อคนไม่มีศีลธรรม สังคมมนุษย์จะพบกับความหายนะหลากหลายประการ..."คนส่วนใหญ่อาจมองคำพยากรณ์เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร แต่อีกคนกลุ่มใหญ่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางภูฒิศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไม่มีมูล หรือไม่มีทางเป็นไปได้ บางกลุ่มมองลึกเข้าไปถึงขั้นลงความเห็นว่า ไม่เกินครึ่งศตวรรษ หรือ 50 ปี โลกใบนี้ จะเปลี่ยนยแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับคำพยากรณ์ของ เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน ที่ยกมากล่าวถึงในย่อหน้าต้นๆตำนานกรีกโบราณ กล่าวถึงโนอาห์ และน้ำท่วมโลก ด้วยบัญชาจากสวรรค์ที่ต้องการล้างคนชั่วออกไปจากโลก คงเหลือไว้เฉพาะคนดีไม่กี่คนเท่านั้น ที่พระเจ้าประสงค์ให้สืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้ต่อไป เมื่อ 2,465 ปีก่อนคริสตกาล ที่โนอาห์ต่อเรือยาว 450 ฟุตตามคำบัญชาของพระเจ้า บรรทุกคนและสัตว์ของเขาให้พ้นจากอันตรายจากน้ำท่วมโลก เฉกเช่นเดียวกับตำนานกรีกโบราณที่เทพ"ซีอุส" ทรงเห็นว่ามนุษย์ในโลกกำลังทำบาปอย่างหนัก ต้องกำจัดไปให้สิ้นซากจึงบันดาลให้น้ำท่วมโลก เหลือกษัตริย์และมเหสีที่มีคุณธรรมไว้หนึ่งคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ก่อนหน้านั้นเมื่อ 2-3 หมื่นปี ก็มีตำนานเกาะอัตลันติสที่โดนภัยธรรมชาติถล่ม จมสมุทรหายไปชั่วกัปกัลป์ในพริบตา ตำนานที่ว่าด้วยความชั่วช้าสามานย์ของมนุษย์จนเกินอภัย ช่างมาประจวบเหมาะกับพุทธทำนายที่อรรถาธิบายไว้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล โดยมิได้นัดหมาย ว่า เมื่อศีลธรมในหมู่มวลมนุษย์เสื่อมโทรมสุดๆ กาลวิบัติก็จะมาถึงกาลสิ้นสุดของโลกจะมาถึงเร็วขนาดนั้นหรือ....คำทำนายหรือการคาดคะเน รวมทั้งคำพยากรณ์ของปราชญ์ ผู้รู้แจ้ง และ ผู้แสวงหาความจริงทั้งหลายได้กล่าวเตือนไว้ รวมทั้งองค์ตถาคตที่ทรงกล่าวถึงไฟบัลลัยกัลป์เมื่อโลกเข้าสู่กลียุค จุดจบของโลกเมื่อศีลธรรมของมวลมนุษย์ถึงจุดเสื่อมสลาย ฟังดูแล้วมันช่างมาบรรจบกันอย่างประจวบเหมาะเหลือเกิน....
ฤาโลกจะถึงกาลสิ้นสุด ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนี้ ????
24 พฤษภาคม 2551

บทความทางวิชาการ


ท่องแหล่งความรู้ศิลปะประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

อาคารโดดเด่น พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ หอศิลป สถานที่นี้นอกจากจะมีความงามทางด้านสถาปัตยกรรม หากแต่ยังมีความหมายต่อการศึกษาศิลปะบอกเล่าประวัติศาสตร์มายาวนาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป แหล่งความรู้แห่งนี้ที่ปัจจุบันตั้งอยู่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งกรุงเทพมหานคร ถนนเจ้าฟ้าไม่เพียงเป็นจุดหมายของนักเรียน นักศึกษาผู้ที่ศึกษาสนใจศึกษาศิลปะ แต่ยังเป็นที่กล่าวขานของนักท่องเที่ยวนักเดินทางต่างชาติตลอดมา หากย้อนกลับไปในอดีตพื้นที่บริเวณนี้ตามที่มีประวัติกล่าวกันเป็นทั้งที่ตั้งพระตำหนักมาแต่ครั้งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่บริเวณนี้ได้เป็นที่ตั้งของโรงผลิตเหรียญกษาปณ์แห่งใหม่โรงผลิตเหรียญกษาปณ์แห่งนี้สร้างขึ้นตามลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำราชสำนักสยามเป็นผู้ออกแบบ หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จได้รับพระราชทานนามว่า โรงกษาปณ์สิทธิการ จากการดำเนินการต่อเนื่องยาวนานครั้นเครื่องเริ่มเสื่อมสภาพลงก็ได้ยุติหน้าที่ แต่ด้วยอาคารมีสถาปัตยกรรมงดงามทรงคุณค่าพร้อมด้วยมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ศึกษา กรมศิลปากรจึงเสนอปรับปรุงซ่อมแซมอนุรักษ์อาคารจัดตั้งเป็นหอศิลปแห่งชาติ มีจุดหมายเพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวม จัดแสดงผลงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ของศิลปินมีชื่อทั้งชาวไทย ต่างชาติ ตลอดเป็นสถานที่เผยแพร่ความรู้ศิลปกรรมทั้งไทยประเพณีและร่วมสมัยหอศิลปแห่งชาติเปิดให้ศึกษาชื่นชมศิลปะในปีพ.ศ.2520 จากนั้นปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และจากวันวานจวบปัจจุบันที่ผ่านเลยมาของแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ ในวันที่ 29 สิงหาคมต่อเนื่อง 29 ตุลาคม 2551 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลปจึงเตรียมแสดงนิทรรศการพิเศษให้ศึกษาชื่นชม“ที่นี่อาจจะเห็นเพียงภายนอกว่าเป็นหอศิลป์ แต่อาจจะยังไม่ได้ทราบกันถึงประวัติความเป็นมาว่ากว่าจะเป็นหอศิลป์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร 3 ทศวรรษในปีนี้จึงนำเสนอนิทรรศการพิเศษ 3 ทศวรรษ แห่งการสืบสานงานศิลป์ จากวันวานสู่วันใหม่” เสียงหนึ่งจากภัณฑารักษ์บอกเล่า นิทรรศการครั้งนี้จึงมีความหลากหลายแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ทั้งการแสดงประวัติความเป็นมา อย่างที่ทราบกันที่นี่เคยเป็นโรงกษาปณ์เก่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นิทรรศการก็จะบอกเล่าถึงการเกิดขึ้น ความโดดเด่นของสถาปัตย กรรม ฯลฯ
นอกจากนี้ที่ผ่านมาได้แสดงนิทรรศการหมุนเวียน นิทรรศการพิเศษ ต่าง ๆ มากมายครั้งนี้ จึงได้รวบรวมข้อมูล โปสเตอร์ ภาพถ่ายของการจัดแสดงมาย้อนให้ชมกันอีกครั้ง อีกทั้งยังมีมุมกิจกรรม การแสดงศิลปะสะสม แสดงผลงานชิ้นเยี่ยมที่มีอยู่ของพิพิธภัณฑ์ฯ ให้ได้ชมซึ่งผลงานบางชิ้น ไม่เคยนำมาแสดง “หลากหลายผลงานตั้งแต่ยุคแรกจิตรกรรมไทยประเพณี จิตรกรรมสมัยใหม่ ผลงานศิลปินแห่งชาติหลายท่าน จวบกระทั่งผลงานศิลปินรุ่นใหม่ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานหาดูยากครั้งนี้ก็ได้นำมาแสดงเพื่อให้เห็นถึงวิวัฒนาการของศิลปะมีความหมายต่อการศึกษา” ครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสดีที่จะได้ย้อนอดีต เรียนรู้ความเป็นมาศึกษาศิลปะประวัติศาสตร์ที่ผ่านเลยมาของสถานที่นี้กันอีกครั้ง.

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บทความ

ความรัก เป็นสิ่งที่ออกแบบไม่ได้
ความรัก เป็นเรื่องที่บังคับใจกันไม่ได้
ความรัก ที่บริสุทธิ์ คือ การให้... ให้โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน
.........แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ให้มักจะหวังอยู่ลึกๆ
ที่จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทน..เสมอ และเมื่อเค้าได้ ความรัก กลับมาแล้ว
มีเพียงน้อยคนนักที่จะสามารถให้ในลักษณะนี้ได้ตลอดไป
ความอดทนอยู่คู่กับความรักไม่ได้ แต่ความเข้าใจต่างหากที่ควรเคียงคู่กันไป
ต้องที่ "เวลา" เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะความรัก
การประคองให้รักกันได้ตลอดไป เป็นสิ่งที่ยากกว่าการจะทำอย่างใรให้รักกัน
เจ้าหญิงไม่ผิด และ ทหารผู้นี้ก็ไม่ผิด เพียงแต่เวลาของ ความรัก ของสองคนนี้...
ม่เท่ากันเท่านั้นเอง เราจะรู้ค่าของสิ่งของสิ่งหนึ่ง เมื่อเราได้รู้ว่า เรา... "ได้เสียมันไปแล้ว"





วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนะนำตัว




ชื่อ นางสาวเบญจวรรรณ ไชยฤทธิ์


สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ (กบินทร์ราษฎรอำรุง)


เบอร์โทรศัพท์ 085-3903857